Last Updated on 12/30/2025 by admin
วิกฤตราคาหน่วยความจำปี 2025–2027 AI ดันความต้องการจนซัพพลายคว่ำและเกมเมอร์ต้องเจ็บตัว
ปี 2025–2026 ตลาด DRAM และหน่วยความจำสำหรับคอนซูเมอร์ (เช่น RAM พีซีและโน้ตบุ๊ก) กำลังเผชิญกับ วิกฤตราคาและการขาดแคลน ที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยสาเหตุหลักมาจาก ความต้องการหน่วยความจำพุ่งสูงจากอุตสาหกรรม AI และดาต้าเซ็นตอร์ ซึ่งดึงกำลังการผลิตหน่วยความจำระดับโลกไปแทบทั้งหมด ส่งผลให้ ซัพพลายสำหรับตลาดทั่วไปหดตัวอย่างต่อเนื่อง และราคาเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
1. AI คือก้านเหตุของ “DRAM Supercycle”
ตามรายงานจากแหล่งข่าว อุตสาหกรรมกำลังอยู่ในช่วงที่เรียกว่า “DRAM Supercycle” หรือรอบความต้องการหน่วยความจำระดับภูมิภาคที่สูงผิดปกติ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเร่งลงทุนของบริษัทด้าน AI เช่น Google, Microsoft, Meta, OpenAI รวมถึงผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ ที่ต้องการ HBM (High Bandwidth Memory) และ DDR5 RDIMM ปริมาณมหาศาลสำหรับระบบฝึกและรันโมเดลขนาดใหญ่
HBM มีส่วนสำคัญในการดึงกำลังผลิตเป็นพิเศษ เนื่องจากการผลิต HBM ต้องใช้เวเฟอร์มากกว่า DDR5 หลายเท่า — อย่างน้อยประมาณ 3 เท่าของพื้นที่เวเฟอร์ในการผลิตข้อมูลเท่ากัน — ทำให้ ทรัพยากรการผลิต DRAM ทั้งหมดลำเลียงไปยังตลาด AI ก่อน
ผลคือ ซัพพลายสำหรับ RAM ทั่วไปและหน่วยความจำคอนซูเมอร์อื่น ๆ ลดลงอย่างมาก แม้ความต้องการของตลาดพีซีและเกมเมอร์ยังคงแข็งแกร่ง แรงกดดันจากตลาด AI ทำให้กำลังการผลิตส่วนใหญ่ถูกปรับไปยังลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์ที่จ่ายราคาสูงกว่า
2. ราคาหน่วยความจำพุ่งสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ผลจากซัพพลายที่ตึงตัวและความต้องการสูงมาก พื้นที่หน่วยความจำหลายประเภทมี การขึ้นราคาอย่างรุนแรง:
- ราคา DRAM spot เช่น DDR5 16 Gb เพิ่มขึ้นสูงจนเกือบเท่าตัวภายในเดือนเดียว
- ผู้ผลิตโมดูลหลายรายรายงานว่าราคา สินค้า DRAM & SSD ขึ้น 20–40% ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
- ซัพพลายเออร์บางรายเริ่มหยุดรับคำสั่งซื้อใหม่ สำหรับโมดูล DDR ทั่วไป เพื่อให้ความสำคัญกับสัญญากับลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์
สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่การแกว่งตัวของตลาดธรรมดา แต่เป็นการ เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ที่เกิดจากการจัดสรรกำลังการผลิตให้กับตลาดที่จ่ายสูง — โดยเฉพาะลูกค้า AI และ CSP (Cloud Service Providers) — มากกว่า ตลาดผู้บริโภคทั่วไป
3. ผู้ผลิต PC ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือ
ผลกระทบจากการขาดแคลนและราคาในระดับสูงทำให้ ผู้ผลิตพีซีรายใหญ่หลายรายต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ เพื่อพยุงต้นทุนและซัพพลาย:
ปรับราคาสินค้า
Dell, Lenovo, Acer และแบรนด์อื่น ๆ ได้แจ้งการปรับขึ้นราคาผลิตภัณฑ์หลายรุ่น เช่น โน้ตบุ๊กระดับแรมสูง หรือพีซีที่เพิ่มความจุหน่วยความจำ เพื่อชดเชยต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นอย่างชัดเจน
ปรับสเปก
บางผู้ผลิตลดความจุ RAM ในรุ่นพื้นฐาน (เช่น ใช้ 8 GB เป็นจุดเริ่มต้นแทน 16 GB) เพื่อ กระจายหน่วยความจำที่มีอยู่ให้รองรับจำนวนเครื่องมากขึ้น และลดแรงกดดันด้านต้นทุน
เลื่อนการเปิดตัวสินค้า
บริษัทบางแห่งอาจเลือก เลื่อนเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือย่อขนาดรุ่นระดับสูง จนกว่าซัพพลายหน่วยความจำจะดีขึ้น แม้จะทำให้เสียโอกาสทางการตลาดก็ตาม
4. เกมเมอร์และผู้ใช้ทั่วไปเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
สำหรับคนประกอบคอมพิวเตอร์เอง การขาดแคลนหน่วยความจำหมายถึง:
- ราคาชุด RAM รุ่นกลางถึงสูง พุ่งขึ้นเกินเท่าตัว ในหลายภูมิภาค
- การประกอบพีซีใหม่หรืออัปเกรดระบบมีต้นทุนสูงกว่าเดิมมาก
- ร้านประกอบพีซีบางแห่งต้อง ระงับการรับออเดอร์ จนกว่าจะถึงปี 2026 เนื่องจากซัพพลายชิ้นส่วนไม่เพียงพอ
ผลกระทบยังขยายไปถึงตลาดคอนโซลเกมและอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ต้องใช้ DRAM ด้วยเช่นกัน โดยองค์กรวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคาเครื่องเกมและอุปกรณ์ที่ต้องการหน่วยความจำระดับสูงอาจต้องปรับตัวขึ้นเพื่อตอบสนองแรงกดดันต้นทุน
5. สถานการณ์นี้คาดว่าจะยืดเยื้อยาวถึงปี 2027
ตามการประเมินจากแหล่งข่าวและนักวิเคราะห์ ตลาดหน่วยความจำอาจยังคงตึงตัวและราคาสูงต่อเนื่องไปถึง ไตรมาสสุดท้ายของปี 2027 หรืออาจยาวนานกว่านั้น โดยขึ้นอยู่กับการขยายกำลังผลิตและการเปลี่ยนโครงสร้างซัพพลายเชน
แม้จะมีการลงทุนเพิ่มเติมและพัฒนากำลังการผลิต แต่กระบวนการสร้างหรือขยายโรงงานใหม่ต้องใช้เวลาหลายปี จึงทำให้ ระยะเวลาที่ผู้บริโภคต้องเผชิญกับราคา RAM ที่สูงยังไม่จบง่าย ๆ
บทสรุป: ภาวะขาดแคลนหน่วยความจำปี 2025–2027
วิกฤตราคาหน่วยความจำที่เกิดขึ้นตั้งแต่กลางปี 2025 ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่เป็นผลมาจาก:
- ความต้องการหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจาก ตลาด AI และดาต้าเซ็นเตอร์
- ซัพพลายเออร์เน้นผลิต HBM และ DDR5 สำหรับลูกค้าระดับสูง
- ผู้ผลิตพีซีถูกบังคับให้ปรับราคาหรือสเปก
- ราคา RAM, SSD และโมดูลสูงขึ้นในตลาดจริง
- การขาดแคลนคาดว่าจะลากยาวถึงปี 2027
สำหรับผู้บริโภคโดยตรง ต้องเตรียมรับ ต้นทุนที่สูงขึ้น และ อาจต้องรีบตัดสินใจประกอบหรืออัปเกรดก่อนราคาจะสูงขึ้นอีก — เพราะสถานการณ์หน่วยความจำในอีกปีสองปีข้างหน้ายังไม่มีสัญญาณคลี่คลายชัดเจน






